The Wind Rises

อนิเมะ เพราะฉะนั้น วัยที่สามารถจะเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้น่าจะเป็น young adult หรือวัยที่โตและเข้าใจโลกประมาณหนึ่ง แนะนำว่า15 ปีขึ้นไปจะดีกว่ามากค่ะ ในการที่จะเข้าใจเนื้อหาของเรื่องอย่างถ่องแท้ อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้ไม่มีพิษภัย สามารถพาเด็กให้เข้าไปดูได้ แต่ก็ควรให้คำแนะนำแก่เด็กพอสมควร เนื่องจากตัวละครในเรื่องสูบบุหรี่เยอะมาก อีกอย่างคือหลายๆอารมณ์ในหนังเรื่องนี้ ถ้าเด็กอายุน้อยเกินไป ผ่านโลกมาน้อย ก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือดูยาก และงง เนื่องจากหนังไม่บอกเลยว่าอันไหนคือจริงอันไหนคือฝัน เราต้องสังเกตุเอง

ส่วนมากความฝันในหนังจะมีคาโปรนีโผล่มาค่ะ(คาโปรนีคือใคร… ดูอนิเมะ .อ่านไปเรื่อยๆ) นอกจากนี้การพาเด็กเล็กๆไปดูเด็กอาจจะเบื่อ และหลับได้ค่ะโดยเฉพาะในช่วงแรก เราจึงคิดว่า ถ้าพูดถึงวัยที่เหมาะจริงๆ หนังเรื่องนี้เหมาะกับเด็กมหาวิทยาลัยและทำงานตอนต้น เนื่องจากวัยนี้ยังมีไฟ และความฝัน เป็นวัยที่ความรักผลิบานและกำลังหาคนที่จะมาสร้างครอบครัวร่วมกัน จึงเป็นวัยที่น่าจะอินกับหนังเรื่องนี้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ยังมีข้อคิดอีกเรื่องคือ โดยส่วนมากแล้ว ไฟและความคิดสร้างสรรค์ของคนเรานั้นอยู่ได้ประมาณ 10 ปีค่ะ ถ้าตอนนี้ถ้าคุณกำลังตามความฝันของคุณอยู่ ขอให้ใช้ชีวิต 10 ปีให้คุ้มและเต็มที่กับชีวิต เพื่อจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง

สำหรับโทนในการดำเนินเรื่อง แน่นอนว่า ดูการ์ตูน ภาพสวยมากๆค่ะ โดยเฉพาะฉาก สวยแบบอึ้งทึ่งเลย คือน่าจะเป็นเพนท์มือด้วยสำหรับฉาก วาดออกมาได้เห็นถึงสภาพบ้านเมืองในยุคนั้นๆ และส่วนที่สวยก็คือ พวกทุ่งหญ้า ป่าไม้ ต้นไม้ ที่ถ้าหนังโลกนี้เป็นสามมิติหมดก็คงไม่ได้ถึงฟีลขนาดนี้ ดูสีแล้วนึกถึงทุ่งยอดอ่อนของใบหญ้า สีเขียวต้นไม้อย่างแท้จริง และประทับใจแน่นอนค่ะ สำหรับเรื่องของฉากต่างๆในหนังอนิเมชันเรื่องนี้

ในด้านการดำเนินเรื่อง ในขณะที่ดู ก่อนอื่นต้องบอกว่า เนื่องจากโดยส่วนมากแล้วเรามักจะดูหนังฮอลลีวูดที่เป็นฝั่งตกวันตกมากกว่าตะวันออก และยอมรับเลยว่า เราไม่ชอบดูหนังญี่ปุ่น เนื่องจากโดยส่วนมาก หนังญี่ปุ่นไม่ว่าจะในหรือนอกกระแส เนื้อเรื่องเนิบๆ (คือการดำเนินเรื่องมันจะเนิบๆตามสไตล์หนังญี่ปุ่น และมันก็มาจากรากของวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ) พูดง่ายๆคือ เราชอบดูหนังที่เข้าใจง่ายๆ และไม่เครียดไปตามหนัง คือหนังฮอลลีวูดส่วนมากมันจะดูแล้วมันส์มากกว่าจะให้ความรู้สึกทิ่มแทงใจอะไรบางอย่างถ้าเทียบกับหนังญี่ปุ่น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความรู้สึก”จึ้ก”ในเวลาดู ประมาณนั้นค่ะ คือไม่อยากดูหนังที่ต้องร้องไห้กับเนื้อเรื่องมัน แต่หนังเรื่องนี้เราก็ทำใจแล้วส่วนหนึ่งค่ะ จึงเลือกที่จะไปดู เพราะถ้าไม่ดูก็อาจจะเสียดายได้

และหนังเรื่องนี้มันก็เป็นตามที่เราคาดค่ะ การ์ตูนวาย นั่นก็คือการดำเนินเรื่องตามสไตล์หนังญี่ปุ่น ก็คือถ้าเป็นแนวดรามาประมาณนี้ มักจะแสดงให้เห็นส่วนของดีเทลต่างๆของเรื่องอย่างเนิบช้า มันเหมือนกับจิบชาเขียวร้อน คือต้องค่อยๆจิบและลิ้มรสชาติชาในปาก นอกจากนี้เนื้อเรื่องของญี่ปุ่นไม่ได้จบแบบแฮปปี้ๆสุดๆแบบฝรั่ง คือจะแฝงความเศร้าและความโหดร้ายบางอย่างลงไปในนั้น ถ้าให้พูดคือคนญี่ปุ่นจะทำหนังได้ละเมียด แต่เรารู้สึกบวกกับเรื่องนี้นะคะ

ก็คือ เรื่องนี้เราจะรู้สึกได้เลยว่า มันแสดงให้เห็นถึงสภาพบ้านเมืองญี่ปุ่นในขณะนั้น ในสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 การทำความฝันของตัวเอกให้เป็นจริง ในขณะที่ดูแลเรื่องของจิตใจหรือความรักไปด้วย หนังเรื่องนี้ดีตรงที่ จิโรได้พลังบวกจากความรักมาก เขาจึงสามารถตามความฝันของตัวเองได้ และถ้าเราดูหนังเรื่องนี้เราจะเข้าใจว่าทำไมญี่ปุ่นถึงผงาดได้ในช่วงยุคหลังๆ

เนื่องจากเขาเจอสิ่งบอบช้ำมามาก เขาจึงต้องพยายามยืดตัวลงเหนือน้ำที่กำลังท่วมหัวหรือวิกฤติการณ์ต่างๆและสร้างจุดแข็งให้กับประเทศตัวเองจนกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างกับประเทศเรา ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดเลย และประเทศเราเจอภัยธรรมชาติน้อยกว่าญี่ปุ่นมาก ญี่ปุ่นมีทั้งแผนดินไหว,ภูเขาไฟระเบิด,สึนามิ ทำให้ความเจ็บปวดของประเทศเรา ไม่ได้บอบช้ำขนาดนั้น เพียงแต่ ประเทศเราก็ผ่านสงครามและเหตุการณ์ทางการเมืองมากมาย จนกว่าจะเป็นประเทศในปัจจุบัน

ส่วนประเด็นเรื่องของความรักในเรื่อง คือความรักระหว่างตัวละครสองตัวหลักในเรื่องมันเกิดขึ้นค่อนข้างจะเร็วค่ะ ถ้าดูตามเนื้อเรื่องพระเอกนางเอกเจอกันไม่เท่าไรแต่ชอบกันเลย รวมไปถึงเราไม่ต้องนั่งเดาด้วยว่าใครจะเป็นนางเอก เพราะถ้าเดาก็คงเดาถูกกันหมดแน่นอนค่ะ

คือเรื่องไม่ได้ปูให้มันดูยากขนาดนั้น แต่ฉากที่ประทับใจคือทั้งสองคนจะไม่เจอกันอีกเลยเป็นระยะเวลานานมากๆค่ะ เนื่องจากโชคชะตาพลิกผัน เลยคลาดกันไปมา ประมาณผู้หญิงเลี้ยวซ้ายผู้ชายเลี้ยวขวาแต่ไม่ขนาดนั้นค่ะ ก็ดูแล้วลุ้นกันเองว่าจะไปเจอกันตอนไหน แต่เนื้อเรื่องไม่ได้เดายากมากค่ะ ถ้าใครดูหนัง อ่านการ์ตูนมาเยอะพอ ก็จะพอเดาเนื้อเรื่องได้อยู่แล้ว

แต่ไอ้ที่มันจิ้กใจมากคือ OST มากกว่าค่ะโดยเฉพาะ OST ตอนจบ นั่งดูจนจบเครดิต ดูแล้วแบบเกือบจะร้องไห้ (แต่ไม่ร้องนะ)จริงๆมันทดสอบจิตมากๆ แบบแต่ละประโยคมันเปรี้ยงๆลงกลางใจตลอด แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ ราวกับเกมทดสอบความอดทนยังไงอย่างนั้นเลยค่ะ โดยเฉพาะเพลงตอนจบ มันจะจึ้กไปไหน จึ้กเกือบทุกประโยคเลย

สำหรับฉากประทับใจในเรื่องของเรามีหลายจุดค่ะ แต่ถ้ายังไม่ได้ดู แนะนำให้ไปดูก่อนแล้วกลับมาอ่านความคิดเห็นของเราต่อก็ได้ ถ้าถามว่าควรดูไหม ถ้าคุณชอบการ์ตูน และชอบการ์ตูนอนิเมชัน 2d ชอบการ์ตูนญี่ปุ่น สมควรไปดูเรื่องนี้อย่างมากค่ะ ทั้งนี้เราคิดว่าการออกแบบคาแรคเตอร์ในเรื่องและการวาด มันเลยสิ่งที่เรียกว่า “สมัยนิยม” ไปแล้ว นั่นก็คือ ถ้าคุณเคยดู หรือเคยเห็นหนังจิบลิ ตัวละครของหนังจิบลิ หน้าตาจะเป็นโทนนี้ไม่ว่าจะกี่สิบปีผ่านไป

ซึ่งถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป ยังยึดติดเรื่องของหน้าตาตัวละครที่ดูหล่อหรือสวยเวอร์ๆและลายเส้นทันสมัย แต่เรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆของสตูดิโอจิบลิมันไม่ใช่แนวสมัยนิยม และแทบไม่ได้เปลี่ยนลายเส้นเลย แต่ตลอดเวลาที่ดู เราจะสามารถสัมผัสความน่ารักของตัวละครได้ และลายเส้นแบบนี้มันดูแล้วคาแรคเตอร์จะออกมาน่ารัก,ใสๆเกือบทุกตัว แต่ในเรื่องมันดันแฝงความดาร์คนิดๆหน่อยๆแบบญี่ปุ่น แต่ส่วนรวมของหนังคิดว่ามันเป็นหนังเชิงบวกมากกว่าค่ะ

นั่นก็คือ เราจะเชื่อในความฝันของตัวเอง และสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ไหม เช่นในกรณีของจิโร เขารู้อยู่แล้วในเรื่องว่า “เครื่องบิน” เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อประหัตประหารกันในยุคสงคราม แล้วเขาจะทำอย่างไร และสุดท้ายจะเลือกเดินไปทางไหน ความรักและความฝันจะบรรจบกันอย่างไร ปรัชญาน่าคิด จากภาพยนตร์อนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์ ที่หวังว่าจะไม่เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายจาก อ.ฮายาโอะ มิยาซากิ จาก สตูดิโอจิบลิ ซึ่งดัดแปลงมาจากอัตชีวประวัติของ ดร. จิโร โฮะริโกะชิ วิศวกรผู้ออกแบบเครื่องบินของบริษัทมิตซูบิชิ เครื่องยนต์สันดาป ภายใน ประจำสาขานาโงยา ช่วงสงครามโลกที่ 2 ผลงานชิ้นนี้ ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก พอๆ กับเสียงวิพากย์วิจารณ์ด้านลบที่อ้างว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปอย่างเอื่ยยๆ เรื่อยๆ เบาสบายเหมือนสายลม ที่เน้นการให้แง่คิดเรื่องการพุ่งชนความฝันของเด็กชายผู้ไม่มีความย่อท้อว่าด้วยเรื่องราวการตามล่าความฝันที่อยากจะเป็นนักบินของเด็กชาย จิโร โฮะริโกะชิ เด็กชายที่เติบโตในตระกูลที่พอมีฐานะ จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบว่าตัวเองไม่เพียงต้องการแค่หยุดอยู่ตรงการเป็นนักบิน แต่อยากเป็นถึงวิศวกรเช่นเดียวกับ จีโอวานนี คาโปรนี วิศวกรเครื่องบินชาวเยอรมันชื่อก้องโลก ที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจทั้งหมดให้กับจิโรขณะนั้น เรื่องราวเดินทางผ่านวันเวลา จนกระทั่งจิโรเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสาขาที่ตนสนใจ เหตุการณ์แผ่นดินไหวขณะที่จิโรเดินทางกลับไปเรียนก็ได้ชักนำให้เขาได้พบเจอกับเด็กสาว ลุกคุณหนูไม่ทราบบ้าน ซึ่งต่อมาเมื่อจิโรได้เข้าทำงานที่บริษัทมิตซูบิชิ เพื่อสร้างเครื่องบินตามใบสั่งซื้อให้รัฐบาล เขาก็ได้พบเจอเธออีกครั้ง จนนำมาซึ่งเรื่องราวความรักและความฝันของชายหนุ่มที่พยายามรักษาทั้งสองสิ่งให้ไปด้วยกัน ท่ามกลางไฟสงครามที่ระอุขึ้น

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *